10 วิธีฝึกสมองผู้สูงอายุ ช่วยกระตุ้นความจำและลดความเสี่ยงสมองเสื่อม

เมื่ออายุมากขึ้น หลายคนอาจเริ่มสังเกตว่าตัวเองมีอาการหลงลืมมากกว่าเดิม เช่น เดินเข้าไปในห้องแล้วนึกไม่ออกว่าจะไปทำอะไร ลืมว่าวางโทรศัพท์ไว้ที่ไหน หรือนึกชื่อคนรู้จักไม่ออกในทันที แม้อาการเหล่านี้บางครั้งอาจเป็นการเปลี่ยนแปลงตามวัย แต่ก็ทำให้ผู้สูงอายุและลูกหลานเริ่มกังวลเกี่ยวกับสุขภาพสมอง

คำถามที่หลายครอบครัวอยากรู้คือ เราจะดูแลสมองอย่างไรให้ยังคิด อ่าน จำ และเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้ดีเมื่ออายุมากขึ้น?

หนึ่งในวิธีที่ทำได้คือการฝึกสมองผ่านกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เพราะสมองเป็นอวัยวะที่ต้องใช้งานอยู่เสมอ การอ่านหนังสือ เล่นเกม ฝึกดนตรี เรียนรู้สิ่งใหม่ หรือพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้อื่น ล้วนเป็นกิจกรรมที่ช่วยกระตุ้นการคิดและทำให้ผู้สูงอายุได้ใช้ความสามารถหลายด้าน

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กล่าวถึงการฝึกความคิดและกิจกรรมกระตุ้นสมองว่าเป็นหนึ่งในแนวทางที่อาจส่งเสริมสุขภาพสมองและช่วยลดความเสี่ยงของภาวะความคิดถดถอย โดยควรทำควบคู่กับการดูแลสุขภาพด้านอื่น ๆ World Health Organization+2

บทความนี้ Hansa Channel จึงรวบรวม 10 วิธีฝึกสมองที่ผู้สูงอายุสามารถทำได้จริง ไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์ราคาแพง และลูกหลานสามารถร่วมทำกิจกรรมด้วยกันได้

ทำไมผู้สูงอายุจึงควรฝึกสมองเป็นประจำ?

สมองมีหน้าที่ควบคุมการทำงานหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นความจำ การใช้ภาษา การคิดวิเคราะห์ การวางแผน การตัดสินใจ การรับรู้ และการควบคุมอารมณ์ เมื่ออายุมากขึ้น สมองและระบบประสาทอาจเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติ ทำให้บางคนใช้เวลาคิดหรือจดจำข้อมูลนานกว่าเดิม

การฝึกสมองอย่างเหมาะสมมีประโยชน์หลายด้าน เช่น

  • กระตุ้นการทำงานของสมอง: ช่วยให้สมองได้ฝึกใช้ความจำ สมาธิ และการคิดวิเคราะห์
  • ส่งเสริมการเรียนรู้: เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุได้เรียนรู้ทักษะหรือประสบการณ์ใหม่ ๆ
  • เพิ่มความมั่นใจ: เมื่อทำกิจกรรมสำเร็จ ผู้สูงอายุอาจรู้สึกภูมิใจและเห็นคุณค่าในตัวเอง
  • ลดความเบื่อหน่าย: ช่วยให้แต่ละวันมีกิจกรรมที่น่าสนใจและมีเป้าหมาย
  • ส่งเสริมความสัมพันธ์: กิจกรรมที่ทำร่วมกับครอบครัวหรือเพื่อนช่วยเพิ่มโอกาสในการพูดคุยและเข้าสังคม

อย่างไรก็ตาม การฝึกสมองไม่ได้หมายความว่าจะป้องกันโรคอัลไซเมอร์หรือสมองเสื่อมได้แน่นอน และไม่ได้ใช้แทนการรักษาทางการแพทย์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพสมองในระยะยาว

10 วิธีฝึกสมองผู้สูงอายุ ทำได้ง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน

1. อ่านหนังสือหรืออ่านข่าวเป็นประจำ

การอ่านหนังสือเป็นกิจกรรมที่ช่วยให้สมองได้ทำงานหลายด้านพร้อมกัน ทั้งการจดจำคำศัพท์ การทำความเข้าใจเนื้อหา การเชื่อมโยงข้อมูล และการใช้สมาธิ

ผู้สูงอายุสามารถเลือกอ่านสิ่งที่สนใจ เช่น ข่าวประจำวัน หนังสือธรรมะ นิยาย เรื่องราวประวัติศาสตร์ หนังสือทำอาหาร หรือบทความเกี่ยวกับสุขภาพ

วิธีฝึกที่แนะนำ

  • อ่านหนังสือวันละ 10–20 นาทีตามความสะดวก
  • หลังอ่านจบ ลองเล่าให้ลูกหลานฟังว่าอ่านเรื่องอะไร
  • จดคำศัพท์หรือประเด็นที่น่าสนใจไว้ในสมุด
  • สลับประเภทหนังสือเพื่อเปิดรับความรู้ใหม่ ๆ

หากมีปัญหาสายตา สามารถเลือกหนังสือตัวใหญ่ ใช้แว่นที่เหมาะสม หรือฟังหนังสือเสียงแทนได้

2. เล่นเกมฝึกความจำและเกมใช้ความคิด

เกมเป็นวิธีฝึกสมองที่สนุกและไม่ทำให้รู้สึกเหมือนกำลังเรียนหนังสือ ผู้สูงอายุสามารถเลือกเกมที่ต้องใช้ความจำ การวางแผน การคิดคำนวณ หรือการแก้ปัญหา

ตัวอย่างเกมที่น่าสนใจ ได้แก่

  • เกมจับคู่ภาพเหมือน
  • เกมปริศนาอักษรไขว้
  • เกมซูโดกุ
  • หมากรุกหรือหมากฮอส
  • เกมเรียงลำดับตัวเลข
  • เกมทายคำจากคำใบ้

วิธีฝึกที่แนะนำ

เริ่มจากเกมที่ง่ายและคุ้นเคยก่อน แล้วค่อยเพิ่มระดับความยากเมื่อทำได้คล่องขึ้น อาจเล่นวันละ 10–15 นาที หรือชวนลูกหลานมาเล่นด้วยกันเพื่อเพิ่มความสนุก

ไม่จำเป็นต้องแข่งขันหรือจับเวลา เพราะเป้าหมายสำคัญคือการได้คิดและเพลิดเพลิน ไม่ใช่การทำคะแนนให้สูงที่สุด

3. ฝึกจำสิ่งของและเหตุการณ์ในแต่ละวัน

กิจกรรมนี้ช่วยให้ผู้สูงอายุฝึกใช้ความจำจากสิ่งใกล้ตัว โดยไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์พิเศษ

ตัวอย่างเช่น วางสิ่งของ 5 ชิ้นบนโต๊ะ ให้ผู้สูงอายุมองและจดจำประมาณ 30 วินาที จากนั้นนำผ้ามาคลุมแล้วลองถามว่ามีสิ่งของอะไรบ้าง

หรือหลังกลับจากตลาด ลองชวนพูดคุยว่า วันนี้ซื้ออะไรมา พบใครบ้าง และมีเหตุการณ์อะไรที่น่าสนใจ

วิธีฝึกที่แนะนำ

  • เริ่มจากจำสิ่งของ 3–5 ชิ้น
  • เพิ่มจำนวนเมื่อเริ่มทำได้คล่อง
  • ใช้ภาพถ่ายหรือสิ่งของจริงช่วยกระตุ้นความจำ
  • ไม่ตำหนิหากจำไม่ได้ ให้ลองใหม่อย่างผ่อนคลาย

การฝึกแบบนี้สามารถปรับให้เหมาะกับความสามารถของผู้สูงอายุแต่ละคนได้

4. เรียนรู้สิ่งใหม่ เช่น ภาษา เทคโนโลยี หรืองานอดิเรก

การเรียนรู้สิ่งใหม่เป็นโอกาสให้สมองได้พบกับความท้าทายที่แตกต่างจากกิจวัตรเดิม ๆ เช่น เรียนรู้การใช้สมาร์ตโฟน ฝึกภาษาใหม่ เรียนรู้การถ่ายภาพ หรือทดลองทำงานฝีมือ

ตัวอย่างกิจกรรม ได้แก่

  • ฝึกใช้ LINE เพื่อพูดคุยกับเพื่อนและครอบครัว
  • เรียนรู้การถ่ายภาพด้วยโทรศัพท์มือถือ
  • ฝึกคำศัพท์ภาษาอังกฤษวันละ 3–5 คำ
  • เรียนทำอาหารเมนูใหม่
  • ทดลองวาดภาพหรือระบายสี

การเรียนรู้ไม่จำเป็นต้องทำได้สมบูรณ์ตั้งแต่ครั้งแรก ขอเพียงผู้สูงอายุได้ลองฝึกและรู้สึกสนุกกับการพัฒนาตัวเอง

5. ฝึกร้องเพลง เล่นดนตรี หรือฟังเพลงที่คุ้นเคย

ดนตรีเป็นกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับความทรงจำและอารมณ์ได้ดี เพลงเก่า ๆ ที่ผู้สูงอายุคุ้นเคยอาจช่วยให้เกิดการนึกถึงเหตุการณ์หรือประสบการณ์ในอดีต

การร้องเพลงยังเปิดโอกาสให้ได้ฝึกจำเนื้อร้อง ควบคุมจังหวะ และใช้ภาษา ส่วนการเล่นเครื่องดนตรีต้องอาศัยการประสานงานระหว่างการฟัง การมองเห็น และการเคลื่อนไหว

วิธีฝึกที่แนะนำ

  • เปิดเพลงที่ชื่นชอบแล้วลองร้องตาม
  • ฝึกจำเนื้อเพลงท่อนสั้น ๆ
  • ทดลองเล่นเครื่องดนตรีที่สนใจ
  • ชวนเพื่อนหรือสมาชิกในครอบครัวร้องเพลงด้วยกัน

หากเล่นดนตรีไม่เป็นก็ไม่เป็นไร เพียงฟังเพลงและร้องตามอย่างมีความสุขก็เป็นกิจกรรมที่ดีได้

6. ทำอาหารและฝึกจำขั้นตอนการปรุง

การทำอาหารเป็นกิจกรรมที่ช่วยฝึกสมองได้หลายด้าน ทั้งการวางแผน การจดจำลำดับขั้นตอน การคำนวณปริมาณวัตถุดิบ และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

ลองเลือกเมนูง่าย ๆ ที่ผู้สูงอายุชื่นชอบ เช่น แกงจืด ผัดผัก ไข่ตุ๋น หรือข้าวต้มปลา แล้วให้ลองนึกว่าวัตถุดิบมีอะไรบ้าง ต้องเตรียมอะไรก่อนหลัง

วิธีฝึกที่แนะนำ

  • ให้ผู้สูงอายุช่วยคิดเมนูอาหาร
  • ลองเขียนรายการวัตถุดิบด้วยตนเอง
  • ฝึกจำลำดับการปรุงอาหาร
  • ให้ลูกหลานร่วมทำอาหารและพูดคุยกัน

ควรดูแลเรื่องความปลอดภัย โดยเฉพาะการใช้มีด เตาแก๊ส น้ำร้อน และเครื่องใช้ไฟฟ้า หากผู้สูงอายุมีปัญหาด้านความจำหรือการตัดสินใจ ควรมีคนอยู่ดูแลใกล้ชิด

7. ออกกำลังกายและเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอ

แม้การออกกำลังกายจะไม่ใช่เกมฝึกสมองโดยตรง แต่เป็นส่วนสำคัญของการดูแลสุขภาพสมอง เพราะช่วยส่งเสริมสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงสุขภาพโดยรวม

กิจกรรมที่เหมาะกับผู้สูงอายุ ได้แก่

  • เดินในสวนหรือรอบบ้าน
  • รำไทเก๊ก
  • ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ
  • เต้นประกอบเพลงเบา ๆ
  • ออกกำลังกายบนเก้าอี้

ควรเลือกกิจกรรมให้เหมาะกับความแข็งแรงและโรคประจำตัวของแต่ละคน เริ่มจากระยะเวลาสั้น ๆ แล้วค่อยปรับเพิ่มตามความสามารถ หากมีอาการเจ็บหน้าอก หน้ามืด หายใจลำบากผิดปกติ หรือปวดรุนแรง ควรหยุดกิจกรรมและขอคำแนะนำทางการแพทย์

8. พูดคุย เล่าเรื่อง และพบปะผู้คน

การพูดคุยเป็นกิจกรรมที่ช่วยฝึกสมองหลายด้าน ทั้งความจำ การใช้ภาษา การฟัง การคิด และการเรียบเรียงความคิด

ผู้สูงอายุสามารถพูดคุยกับลูกหลาน เพื่อนบ้าน หรือเพื่อนในชมรม โดยลองเล่าเรื่องราวในอดีต ประสบการณ์การทำงาน หรือเหตุการณ์ที่พบเจอในแต่ละวัน

ตัวอย่างคำถามที่ลูกหลานสามารถชวนคุย

  • วันนี้มีอะไรที่ทำให้คุณพ่อคุณแม่มีความสุขบ้าง?
  • สมัยก่อนคุณพ่อคุณแม่ชอบทำกิจกรรมอะไร?
  • ถ้าได้ไปเที่ยวอีกครั้ง อยากไปที่ไหน?
  • วันนี้มีข่าวอะไรที่น่าสนใจบ้าง?

นอกจากได้ฝึกคิดและสื่อสารแล้ว การพบปะผู้คนยังช่วยลดความรู้สึกโดดเดี่ยวและส่งเสริมสุขภาวะทางอารมณ์ด้วย

9. ทำสวน ปลูกต้นไม้ หรือทำงานฝีมือ

กิจกรรมที่ใช้มือและความคิดร่วมกัน เช่น ปลูกต้นไม้ เย็บผ้า ถักไหมพรม วาดภาพ หรือประดิษฐ์ของใช้ เป็นอีกทางเลือกที่ช่วยให้ผู้สูงอายุได้ฝึกสมาธิและการวางแผน

ตัวอย่างการฝึกจากการปลูกต้นไม้ ได้แก่

  • จำชื่อและลักษณะของต้นไม้
  • วางแผนว่าจะปลูกต้นไม้ตรงไหน
  • จัดตารางรดน้ำและใส่ปุ๋ย
  • สังเกตการเปลี่ยนแปลงของต้นไม้
  • ทดลองปลูกพืชชนิดใหม่

กิจกรรมเหล่านี้ยังช่วยให้ผู้สูงอายุรู้สึกว่าตนเองมีหน้าที่และมีสิ่งที่รอคอยในแต่ละวัน

ควรเลือกอุปกรณ์ที่ปลอดภัย น้ำหนักไม่มาก และจัดพื้นที่ให้เหมาะสมเพื่อป้องกันการหกล้ม

10. ฝึกสมาธิ ผ่อนคลาย และนอนหลับให้เพียงพอ

ความเครียดและการพักผ่อนไม่เพียงพออาจส่งผลต่อสมาธิและความจำได้ การให้เวลากับตัวเองเพื่อผ่อนคลายจึงเป็นอีกส่วนหนึ่งของการดูแลสมอง

กิจกรรมที่ทำได้ เช่น

  • ฝึกหายใจเข้าออกช้า ๆ
  • นั่งสมาธิในช่วงเวลาสั้น ๆ
  • ฟังเพลงผ่อนคลาย
  • ทำกิจกรรมเบา ๆ ก่อนเข้านอน
  • จัดห้องนอนให้เงียบและเหมาะกับการพักผ่อน

ผู้สูงอายุควรมีเวลานอนที่เหมาะสมและรักษาตารางการนอนให้สม่ำเสมอ หากมีอาการนอนไม่หลับเรื้อรัง ง่วงมากในเวลากลางวัน หรือนอนกรนร่วมกับหยุดหายใจ ควรปรึกษาแพทย์

ตารางกิจกรรมฝึกสมอง 7 วัน สำหรับผู้สูงอายุ

ลูกหลานสามารถนำกิจกรรมทั้ง 10 วิธีมาจัดเป็นตารางง่าย ๆ เพื่อให้ผู้สูงอายุมีสิ่งที่ทำอย่างต่อเนื่อง โดยไม่จำเป็นต้องทำทุกกิจกรรมในวันเดียว

วันกิจกรรมแนะนำระยะเวลาโดยประมาณ
จันทร์อ่านหนังสือและเล่าเรื่องที่อ่าน15–20 นาที
อังคารเล่นเกมจับคู่ภาพหรือซูโดกุ10–15 นาที
พุธฝึกใช้โทรศัพท์หรือเรียนรู้สิ่งใหม่15–20 นาที
พฤหัสบดีร้องเพลงหรือฟังเพลงที่ชอบ15–20 นาที
ศุกร์ทำอาหารเมนูง่าย ๆ ร่วมกับครอบครัว20–30 นาที
เสาร์เดินเล่นหรือทำสวนตามความเหมาะสม
อาทิตย์พบปะเพื่อนหรือพูดคุยกับลูกหลาน20–30 นาที

ตารางนี้เป็นเพียงตัวอย่าง สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความสนใจและสภาพร่างกายของผู้สูงอายุ ไม่จำเป็นต้องทำครบทุกข้อหรือทำตามเวลาอย่างเคร่งครัด

เคล็ดลับทำให้การฝึกสมองได้ผลและทำต่อเนื่อง

การฝึกสมองจะเป็นกิจกรรมที่ดีได้ก็ต่อเมื่อผู้สูงอายุรู้สึกอยากทำ ไม่ใช่รู้สึกว่ากำลังถูกบังคับ ลูกหลานจึงควรช่วยสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายและเลือกกิจกรรมให้เหมาะสม

1. เริ่มจากกิจกรรมที่ชอบ

หากผู้สูงอายุชอบร้องเพลง ควรเริ่มจากการร้องเพลงก่อน ไม่จำเป็นต้องเริ่มด้วยเกมตัวเลขหรือปริศนาที่ไม่สนใจ

2. ค่อย ๆ เพิ่มความท้าทาย

เริ่มจากกิจกรรมง่าย ๆ เมื่อทำได้คล่องแล้วจึงเพิ่มความยาก เช่น จากเกมจับคู่ภาพ 5 คู่เป็น 8 คู่

3. ฝึกอย่างสม่ำเสมอ ไม่หักโหม

เลือกช่วงเวลาที่ผู้สูงอายุรู้สึกสดชื่นและมีสมาธิ อาจทำวันละ 10–20 นาที แล้วปรับตามความเหมาะสม

4. ไม่ตำหนิเมื่อทำผิดหรือลืม

หลีกเลี่ยงการพูดว่า “แค่นี้ก็จำไม่ได้” หรือ “ทำไมลืมอีกแล้ว” เพราะอาจทำให้ผู้สูงอายุเสียความมั่นใจและไม่อยากทำกิจกรรมต่อ

5. ทำกิจกรรมร่วมกัน

ลูกหลานอาจช่วยเล่นเกม อ่านหนังสือ ทำอาหาร หรือออกกำลังกายไปพร้อมกัน การมีเพื่อนร่วมกิจกรรมช่วยเพิ่มความสนุกและทำให้ทำต่อเนื่องได้ง่ายขึ้น

นอกจากฝึกสมอง ควรดูแลสุขภาพด้านใดอีกบ้าง?

การดูแลสมองไม่ควรเน้นเฉพาะการเล่นเกมหรือการฝึกความจำเท่านั้น เพราะสุขภาพสมองเกี่ยวข้องกับสุขภาพร่างกายหลายระบบ

แนวทางที่ควรทำควบคู่กัน ได้แก่

  • ควบคุมความดันโลหิต เบาหวาน และไขมันในเลือด ตามคำแนะนำของแพทย์
  • รับประทานอาหารที่หลากหลายและสมดุล เน้นผัก ผลไม้ ธัญพืช และอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ตามความสามารถและข้อจำกัดทางสุขภาพ
  • หลีกเลี่ยงบุหรี่และควันบุหรี่ หากสูบบุหรี่ควรขอคำแนะนำเพื่อเลิกอย่างเหมาะสม
  • ดูแลการได้ยินและการมองเห็น หากเริ่มได้ยินไม่ชัดหรือมองเห็นลดลง ควรตรวจและแก้ไขตามความเหมาะสม
  • ดูแลสุขภาพจิต หากมีอาการเศร้า วิตกกังวล หรือแยกตัวจากสังคมต่อเนื่อง ควรขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ
  • นอนหลับให้เพียงพอ และรักษาเวลานอนให้สม่ำเสมอ

WHO ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการจัดการปัจจัยเสี่ยงหลายด้านร่วมกัน ทั้งการออกกำลังกาย อาหาร การควบคุมโรคเรื้อรัง การเลิกบุหรี่ และการดูแลปัญหาการได้ยิน เพื่อส่งเสริมสุขภาพสมองในระยะยาว World Health Organization+2

สำหรับอาหารเสริมหรือวิตามิน ไม่ควรซื้อมาใช้โดยหวังว่าจะป้องกันอัลไซเมอร์ได้ หากไม่ได้มีภาวะขาดสารอาหารหรือข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้

หากผู้สูงอายุเริ่มหลงลืมมากขึ้น ควรทำอย่างไร?

แม้การฝึกสมองจะเป็นประโยชน์ แต่หากผู้สูงอายุมีอาการผิดปกติที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เช่น ลืมเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ถามคำถามเดิมซ้ำ ๆ หลงทางในสถานที่คุ้นเคย จัดการเงินไม่ได้ หรือทำกิจกรรมที่เคยทำได้ไม่สำเร็จ ควรพาไปพบแพทย์เพื่อประเมิน

ไม่ควรสรุปว่าเป็นเพียงอาการตามวัยหรือพยายามแก้ปัญหาด้วยเกมฝึกสมองเพียงอย่างเดียว เพราะความจำที่เปลี่ยนแปลงอาจมีสาเหตุอื่นซึ่งจำเป็นต้องได้รับการตรวจและรักษา

หากเกิดอาการสับสนอย่างฉับพลัน พูดไม่ชัด หน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรง หรือหมดสติ ให้รีบขอความช่วยเหลือฉุกเฉินทันที

สรุป: ฝึกสมองวันละนิด เติมความสุขให้ชีวิตผู้สูงวัย

การฝึกสมองไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องยากหรือใช้เวลานาน ผู้สูงอายุสามารถเริ่มต้นได้จากกิจกรรมง่าย ๆ ที่ชอบ เช่น อ่านหนังสือ เล่นเกม ร้องเพลง ทำอาหาร ปลูกต้นไม้ ออกกำลังกาย และพูดคุยกับคนในครอบครัว

หัวใจสำคัญไม่ใช่การทำกิจกรรมให้เก่งที่สุดหรือจำได้ทุกอย่าง แต่คือการได้ใช้ความคิด เรียนรู้สิ่งใหม่ มีความสุข และใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าในทุกวัน

สำหรับลูกหลาน การหาเวลามาทำกิจกรรมร่วมกับพ่อแม่หรือปู่ย่าตายาย แม้เพียงวันละเล็กน้อย ก็เป็นโอกาสดีในการสร้างความสัมพันธ์และช่วยให้ผู้สูงอายุไม่รู้สึกโดดเดี่ยว

เพราะการดูแลสมองที่ดี ไม่ได้เริ่มต้นจากเกมฝึกความจำเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากการใช้ชีวิตอย่างกระฉับกระเฉง มีความสุข และได้รับความรักจากคนรอบข้าง

หมายเหตุ: บทความนี้ให้ความรู้ทั่วไป ไม่สามารถใช้วินิจฉัยหรือรักษาภาวะสมองเสื่อมได้ หากมีความผิดปกติด้านความจำหรือการคิด ควรปรึกษาแพทย์

แหล่งข้อมูลอ้างอิง