เมื่อพ่อแม่ก้าวเข้าสู่วัยเกษียณ สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้มีเพียงร่างกายหรือสุขภาพเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบทบาทในครอบครัว สังคม และชีวิตประจำวันด้วย จากคนที่เคยทำงานหาเลี้ยงครอบครัว เป็นผู้ตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ และเป็นเสาหลักของบ้าน วันหนึ่งอาจต้องเปลี่ยนมาเป็นผู้ที่ได้รับการดูแลจากลูกหลานมากขึ้น
การเปลี่ยนแปลงนี้อาจทำให้ผู้สูงอายุบางคนรู้สึกเหงา ขาดความมั่นใจ รู้สึกว่าตนเองไม่มีบทบาท หรือคิดว่าลูกหลานไม่ค่อยให้ความสำคัญเหมือนเดิม
บางครั้งลูกหลานอาจตั้งใจดูแลด้วยความรักและเป็นห่วง แต่กลับใช้คำพูดที่ทำให้พ่อแม่เสียใจโดยไม่รู้ตัว เช่น พูดว่า “บอกกี่ครั้งแล้วทำไมไม่จำ” “อย่าดื้อได้ไหม” หรือ “เรื่องแค่นี้ทำเองไม่ได้หรือ”
แม้คำพูดเหล่านี้อาจเกิดจากความเหนื่อยหรือความกังวล แต่สำหรับผู้สูงอายุอาจกลายเป็นความรู้สึกว่าตนเองถูกตำหนิ ไม่ได้รับการยอมรับ หรือกลายเป็นภาระของครอบครัว
ความจริงแล้ว การสื่อสารกับผู้สูงอายุไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดสวยหรูหรือทำอะไรเป็นพิเศษเสมอไป เพียงแค่รู้จักรับฟัง พูดด้วยความเข้าใจ และให้เกียรติความรู้สึกของท่าน ก็สามารถสร้างความสุขและความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวได้
Hansa Channel ขอแนะนำ 7 วิธีสื่อสารกับพ่อแม่วัยเกษียณอย่างเข้าใจ ที่ลูกหลานสามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน
ทำไมผู้สูงอายุจึงต้องการความเข้าใจจากลูกหลาน?
การเข้าสู่วัยสูงอายุเป็นช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงหลายด้าน ทั้งทางร่างกาย จิตใจ สังคม และบทบาทในครอบครัว
ผู้สูงอายุบางคนอาจเกษียณจากงานประจำ เพื่อนร่วมงานที่เคยพบปะทุกวันอาจห่างหายไป ขณะเดียวกันลูกหลานก็มีหน้าที่การงานและครอบครัวของตนเอง ทำให้เวลาที่ใช้ร่วมกันลดน้อยลง
นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย เช่น สายตาไม่ดี การได้ยินลดลง การเคลื่อนไหวช้าลง หรือการมีโรคประจำตัว อาจส่งผลต่อความมั่นใจและความรู้สึกของผู้สูงอายุได้
สิ่งที่ผู้สูงอายุหลายคนต้องการจึงไม่ใช่เพียงเงินทองหรือสิ่งของ แต่ยังต้องการสิ่งสำคัญเหล่านี้
- ต้องการให้ลูกหลานรับฟังความคิดเห็น
- ต้องการได้รับความรักและความอบอุ่น
- ต้องการรู้สึกว่าตนเองยังมีคุณค่า
- ต้องการมีอิสระในการตัดสินใจเรื่องชีวิต
- ต้องการมีคนพูดคุยและใช้เวลาร่วมกัน
- ต้องการได้รับความเคารพ ไม่ถูกมองว่าเป็นภาระ
กรมกิจการผู้สูงอายุให้ความสำคัญกับการให้ความรัก ความอบอุ่น และการให้เกียรติผู้สูงอายุ โดยแนะนำให้ครอบครัวพูดคุย ใกล้ชิด และทำกิจกรรมร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ Department of Older Persons+1
7 วิธีสื่อสารกับผู้สูงอายุให้มีความสุขและเข้าใจกันมากขึ้น
1. พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ไม่ใช้อารมณ์
น้ำเสียงมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าคำพูด เพราะแม้จะเป็นคำพูดที่แสดงความห่วงใย แต่หากใช้น้ำเสียงแข็งหรือแสดงความรำคาญ ก็อาจทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกไม่ดีได้
ตัวอย่างเช่น เมื่อต้องการเตือนพ่อแม่ให้รับประทานยา
แทนที่จะพูดว่า
“ทำไมไม่กินยาอีกแล้ว บอกตั้งหลายครั้งแล้วนะ”
ลองเปลี่ยนเป็น
“คุณพ่อครับ ถึงเวลารับประทานยาแล้ว เดี๋ยวผมเตรียมน้ำให้ครับ”
หรือเมื่อต้องการให้แม่พักผ่อน
แทนที่จะพูดว่า
“อย่าทำอะไรแล้ว เดี๋ยวก็ไม่สบายอีก”
ลองเปลี่ยนเป็น
“คุณแม่พักสักหน่อยนะครับ เดี๋ยวที่เหลือผมช่วยจัดการเอง”
ความแตกต่างอาจดูเล็กน้อย แต่ช่วยให้ผู้สูงอายุรู้สึกว่าลูกหลานกำลังดูแลด้วยความรัก ไม่ใช่กำลังออกคำสั่ง
เคล็ดลับ: พูดด้วยน้ำเสียงปกติ อบอุ่น สบตา และแสดงสีหน้าเป็นมิตร ไม่จำเป็นต้องพูดเสียงดังเพียงเพราะอีกฝ่ายเป็นผู้สูงอายุ หากท่านมีปัญหาการได้ยิน ควรหันหน้าเข้าหาและพูดให้ชัดเจน
2. รับฟังให้จบ อย่ารีบขัดจังหวะหรือสรุปแทน
ผู้สูงอายุบางคนอาจชอบเล่าเรื่องราวในอดีต เล่าเรื่องเดิมซ้ำ ๆ หรือใช้เวลานานกว่าจะอธิบายสิ่งที่ต้องการพูด
ลูกหลานบางคนอาจรู้สึกว่าเป็นเรื่องเดิมที่เคยฟังแล้ว จึงรีบพูดแทรกหรือเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
แต่สำหรับผู้สูงอายุ การได้เล่าเรื่องราวของตนเองอาจเป็นช่วงเวลาที่ทำให้รู้สึกมีความสุขและได้รับความสนใจ
ลองใช้วิธีต่อไปนี้
- มองหน้าและสบตาระหว่างสนทนา
- วางโทรศัพท์มือถือเมื่อกำลังพูดคุยกัน
- ไม่รีบพูดแทรกหรือเร่งให้อีกฝ่ายพูดจบ
- พยักหน้าหรือแสดงท่าทีว่ากำลังตั้งใจฟัง
- ถามต่อด้วยความสนใจ เช่น “แล้วหลังจากนั้นเป็นอย่างไรครับ”
ตัวอย่างประโยคที่ช่วยให้ผู้สูงอายุรู้สึกดี ได้แก่
“คุณแม่เล่าให้ฟังอีกได้ไหมครับ ผมอยากฟังเรื่องสมัยก่อน”
“คุณพ่อคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ครับ”
การรับฟังอย่างตั้งใจช่วยสร้างความไว้วางใจ และทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกว่าความคิดและประสบการณ์ของตนเองยังมีความหมาย
3. ให้เกียรติความคิดเห็น แม้จะคิดไม่เหมือนกัน
ความแตกต่างระหว่างวัยเป็นเรื่องธรรมชาติ พ่อแม่อาจมีแนวคิดบางอย่างที่ไม่เหมือนกับลูกหลาน โดยเฉพาะเรื่องเทคโนโลยี การใช้ชีวิต การเงิน การแต่งกาย หรือการเลี้ยงดูคนในครอบครัว
สิ่งที่ไม่ควรทำคือรีบตัดสินว่าความคิดของผู้สูงอายุผิดเพียงเพราะไม่ตรงกับความคิดของคนรุ่นใหม่
ตัวอย่างเช่น หากพ่อแม่ไม่เข้าใจการใช้แอปพลิเคชันธนาคาร ลูกหลานไม่ควรพูดว่า
“สมัยนี้ใคร ๆ ก็ใช้เป็นกันหมดแล้ว ทำไมไม่เข้าใจ”
ควรเปลี่ยนเป็น
“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมค่อย ๆ สอนคุณพ่อทีละขั้นตอน”
หรือหากพ่อแม่มีความคิดเห็นต่างจากลูกหลาน ลองพูดว่า
“ผมเข้าใจว่าคุณแม่มองเรื่องนี้อีกแบบหนึ่ง ลองเล่าเหตุผลให้ผมฟังหน่อยได้ไหมครับ”
การให้เกียรติไม่ได้หมายความว่าลูกหลานต้องเห็นด้วยทุกเรื่อง แต่หมายถึงการยอมรับว่าผู้สูงอายุมีสิทธิ์คิด แสดงความคิดเห็น และตัดสินใจในเรื่องของตนเอง
4. ใช้คำพูดเชิงบวก ชื่นชมในสิ่งที่ท่านทำได้
เมื่ออายุมากขึ้น ผู้สูงอายุบางคนอาจรู้สึกว่าความสามารถของตนเองลดลง ทำอะไรได้ช้ากว่าเดิม หรือไม่สามารถช่วยเหลือครอบครัวได้เหมือนในอดีต
การชื่นชมในสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ จึงเป็นวิธีที่ช่วยส่งเสริมความมั่นใจและกำลังใจได้
ตัวอย่างคำพูดที่ลูกหลานสามารถนำไปใช้ ได้แก่
- “วันนี้คุณแม่ทำอาหารอร่อยมากเลยครับ”
- “คุณพ่อยังดูแลต้นไม้ได้เก่งเหมือนเดิมเลยนะครับ”
- “ขอบคุณคุณแม่มากนะครับที่ช่วยดูแลหลาน”
- “ผมดีใจที่ได้ใช้เวลากับคุณพ่อครับ”
- “คุณแม่มีประสบการณ์เยอะ ผมอยากขอคำแนะนำหน่อยครับ”
อย่างไรก็ตาม คำชมควรเป็นความรู้สึกที่จริงใจ ไม่ใช่การพูดเอาใจจนเกินจริง
การให้ผู้สูงอายุมีโอกาสช่วยเหลือครอบครัวในเรื่องที่ท่านถนัด เช่น ทำอาหาร เลี้ยงหลาน ปลูกต้นไม้ หรือให้คำปรึกษา ก็ช่วยให้ท่านรู้สึกว่าตนเองยังมีบทบาทและเป็นส่วนสำคัญของครอบครัว
5. หลีกเลี่ยงคำพูดตำหนิ เปรียบเทียบ หรือทำให้รู้สึกเป็นภาระ
คำพูดบางคำอาจสร้างบาดแผลทางความรู้สึกได้ แม้ผู้พูดจะไม่ได้ตั้งใจก็ตาม
ตัวอย่างคำพูดที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่
| คำพูดที่ควรหลีกเลี่ยง | ลองเปลี่ยนเป็น |
|---|---|
| ทำไมถึงจำไม่ได้สักที | ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมช่วยเตือน |
| อย่าดื้อได้ไหม | ผมเป็นห่วงคุณแม่นะครับ |
| บอกแล้วไม่เคยฟัง | เราลองคุยกันอีกครั้งนะครับ |
| แก่แล้วก็ต้องระวังหน่อย | เรามาช่วยกันดูแลสุขภาพนะครับ |
| ทำไมทำอะไรช้าจัง | ค่อย ๆ ทำก็ได้ครับ ไม่ต้องรีบ |
| อย่าสร้างปัญหาให้ลูกหลาน | เรามาช่วยกันหาวิธีที่เหมาะสมดีกว่าครับ |
นอกจากนี้ ไม่ควรเปรียบเทียบพ่อแม่กับผู้สูงอายุคนอื่น เช่น “ทำไมคุณยายบ้านนั้นยังเดินเก่งอยู่เลย” เพราะอาจทำให้ท่านรู้สึกว่าตนเองด้อยกว่าคนอื่น
หากมีเรื่องที่ต้องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ควรพูดถึงปัญหาอย่างสุภาพและช่วยกันหาทางออก แทนการกล่าวโทษตัวบุคคล
6. ให้พ่อแม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ไม่ทำเหมือนท่านไม่มีความสามารถ
ลูกหลานบางคนรักและเป็นห่วงพ่อแม่มาก จึงพยายามจัดการทุกอย่างให้เสร็จโดยไม่ถามความคิดเห็น เช่น เลือกอาหารให้เอง จัดตารางกิจกรรมให้เอง หรือกำหนดว่าพ่อแม่ควรทำอะไรในแต่ละวัน
แม้จะมีเจตนาดี แต่การทำเช่นนี้มากเกินไปอาจทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกว่าตนเองสูญเสียอิสระและไม่มีสิทธิ์เลือกชีวิตของตัวเอง
ลองเปลี่ยนจากการสั่งเป็นการถาม เช่น
- “วันนี้คุณแม่อยากรับประทานอะไรครับ”
- “วันหยุดนี้คุณพ่ออยากไปเที่ยวที่ไหนไหมครับ”
- “คุณแม่อยากให้ผมช่วยเรื่องไหนเป็นพิเศษครับ”
- “เราลองเลือกวิธีที่คุณพ่อสะดวกที่สุดกันดีไหมครับ”
การเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุเลือกในเรื่องที่ตนเองยังสามารถตัดสินใจได้ จะช่วยให้ท่านรู้สึกมีอิสระและได้รับความเคารพ
หากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยหรือการรักษาสุขภาพ ลูกหลานควรอธิบายเหตุผล รับฟังความต้องการ และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญร่วมกัน ไม่ควรตัดสินใจแทนโดยไม่จำเป็น
7. หาเวลาพูดคุยและแสดงความรักอย่างสม่ำเสมอ
บางครั้งผู้สูงอายุไม่ได้ต้องการของขวัญราคาแพงหรือการพาไปเที่ยวสถานที่พิเศษ แต่ต้องการเพียงเวลาจากลูกหลาน
การโทรศัพท์ถามไถ่ การรับประทานอาหารร่วมกัน หรือการนั่งพูดคุยก่อนเข้านอน อาจเป็นช่วงเวลาที่มีความหมายมากสำหรับพ่อแม่วัยเกษียณ
10
กิจกรรมง่าย ๆ ที่ช่วยสร้างความสัมพันธ์ ได้แก่
- โทรหาพ่อแม่เพื่อถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ
- รับประทานอาหารร่วมกันอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
- พาไปเดินเล่นหรือเที่ยวในสถานที่ที่ชอบ
- ชวนดูภาพถ่ายเก่า ๆ และพูดคุยถึงความทรงจำ
- ส่งข้อความหรือรูปภาพให้กำลังใจ
- กอดหรือจับมือ หากท่านรู้สึกสบายใจกับการสัมผัส
- บอกรักและขอบคุณในโอกาสต่าง ๆ
ไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงวันเกิด วันปีใหม่ หรือวันสำคัญจึงจะบอกรักพ่อแม่ เพราะความรักที่แสดงออกในทุกวันมีความหมายเสมอ
กรมกิจการผู้สูงอายุแนะนำให้ครอบครัวหมั่นพูดคุย ใกล้ชิด และทำกิจกรรมร่วมกัน เพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุรู้สึกอบอุ่นและเห็นคุณค่าของตนเอง Department of Older Persons+1
เทคนิคเพิ่มเติม: หากพ่อแม่พูดซ้ำ ขี้น้อยใจ หรือไม่ยอมรับฟัง ควรทำอย่างไร?
ในชีวิตจริง การสื่อสารกับผู้สูงอายุไม่ได้ราบรื่นทุกครั้ง บางครอบครัวอาจพบว่าพ่อแม่พูดเรื่องเดิมซ้ำ ๆ ขี้น้อยใจ หงุดหงิดง่าย หรือไม่ยอมรับคำแนะนำจากลูกหลาน
สิ่งสำคัญคือไม่ควรรีบตีความว่าท่านดื้อหรือเอาแต่ใจ เพราะพฤติกรรมบางอย่างอาจเกี่ยวข้องกับความเครียด ความเหงา ปัญหาการได้ยิน ผลข้างเคียงจากยา หรือความผิดปกติด้านความจำและสุขภาพ
ลองใช้แนวทางต่อไปนี้
กรณีพ่อแม่พูดเรื่องเดิมซ้ำ ๆ
- อย่าแสดงความรำคาญทันที
- ตอบกลับด้วยความสงบ
- หากจำเป็น ให้ใช้ปฏิทินหรือข้อความเตือนช่วยจำ
- หากความจำเปลี่ยนแปลงมากขึ้น ควรปรึกษาแพทย์
กรณีพ่อแม่ขี้น้อยใจ
- ถามด้วยความห่วงใยว่าท่านรู้สึกอย่างไร
- อย่ารีบโต้เถียงหรือปฏิเสธความรู้สึก
- แสดงให้เห็นว่าลูกหลานยังให้ความสำคัญ
- หาเวลาทำกิจกรรมร่วมกันมากขึ้น
กรณีพ่อแม่ไม่ยอมรับคำแนะนำ
- อธิบายเหตุผลโดยไม่ใช้อารมณ์
- เปิดโอกาสให้ท่านเสนอความคิดเห็น
- หาทางเลือกที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้
- หากเกี่ยวข้องกับสุขภาพ ให้แพทย์ช่วยอธิบาย
หลักการสื่อสารที่กรมสุขภาพจิตแนะนำ ได้แก่ การถามอย่างใส่ใจ การชื่นชม และการแนะนำอย่างเหมาะสม หรือที่เรียกว่า “ถามเป็น ชมเป็น แนะเป็น” สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)+1
ตัวอย่างบทสนทนา: เปลี่ยนคำพูดเพียงเล็กน้อย ความรู้สึกอาจเปลี่ยนไป
ลองดูตัวอย่างสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ในครอบครัว
สถานการณ์ที่ 1: แม่ไม่ยอมออกกำลังกาย
แบบเดิม
“แม่ไม่ออกกำลังกายเลย แบบนี้จะสุขภาพดีได้ยังไง”
ลองพูดใหม่
“วันนี้เราไปเดินเล่นด้วยกันไหมครับ เดินสักนิดก็ได้ ผมจะได้ออกกำลังกายเป็นเพื่อนแม่ด้วย”
สถานการณ์ที่ 2: พ่อไม่ยอมใช้สมาร์ตโฟน
แบบเดิม
“พ่อทำไมไม่เรียนรู้บ้าง ใช้ไม่เป็นอยู่ได้”
ลองพูดใหม่
“เดี๋ยวผมสอนพ่อทีละขั้นตอนนะครับ พ่อจะได้ใช้โทรหาผมได้สะดวกขึ้น”
สถานการณ์ที่ 3: แม่รู้สึกว่าลูกไม่มีเวลาให้
แบบเดิม
“ผมก็ทำงานเหนื่อยเหมือนกัน แม่อย่าคิดมากสิ”
ลองพูดใหม่
“ผมขอโทษนะครับที่ช่วงนี้ไม่ค่อยมีเวลา เดี๋ยวเราหาเวลาคุยกันทุกเย็นดีไหมครับ”
การเปลี่ยนคำพูดไม่ได้หมายความว่าลูกหลานต้องยอมทุกอย่าง แต่เป็นการเลือกสื่อสารโดยไม่ทำร้ายความรู้สึกของกันและกัน
5 ประโยคที่ลูกหลานควรพูดกับพ่อแม่ให้บ่อยขึ้น
- “พ่อกับแม่เป็นคนสำคัญของผมเสมอนะครับ”
- “วันนี้พ่อกับแม่มีอะไรอยากเล่าให้ผมฟังไหมครับ”
- “ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งที่พ่อแม่ทำให้ผมนะครับ”
- “มีอะไรให้ผมช่วยบอกได้เลยนะครับ”
- “ผมรักพ่อกับแม่นะครับ”
บางครั้งประโยคธรรมดาเหล่านี้อาจมีความหมายมากกว่าที่เราคิด เพราะทำให้พ่อแม่รู้ว่าท่านยังเป็นคนสำคัญในชีวิตของลูกหลาน
สรุป: คำพูดที่ดีอาจเป็นของขวัญที่มีค่าที่สุดสำหรับพ่อแม่วัยเกษียณ
การสื่อสารกับผู้สูงอายุให้มีความสุขไม่ได้ขึ้นอยู่กับการพูดเก่ง แต่ขึ้นอยู่กับความตั้งใจที่จะเข้าใจอีกฝ่าย
ลูกหลานควรพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน รับฟังอย่างตั้งใจ ให้เกียรติความคิดเห็น ใช้คำพูดเชิงบวก หลีกเลี่ยงการตำหนิ เปิดโอกาสให้พ่อแม่ตัดสินใจ และหาเวลาแสดงความรักอย่างสม่ำเสมอ
อย่าลืมว่าพ่อแม่ที่เคยดูแลเรามาตั้งแต่เด็ก ก็ต้องการความรัก ความเข้าใจ และความอบอุ่นจากลูกหลานเช่นเดียวกัน
เราอาจไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขสิ่งที่ผ่านมาได้ แต่เราสามารถเลือกใช้เวลาที่มีอยู่ในวันนี้ให้ดีที่สุด
เพราะบางครั้ง สิ่งที่พ่อแม่ต้องการมากที่สุด ไม่ใช่เงินทองหรือของขวัญราคาแพง แต่เป็นเพียงลูกหลานที่มีเวลาให้ รับฟัง และพูดกับท่านด้วยความรัก
Hansa Channel ขอเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมครอบครัวที่อบอุ่น และสังคมที่เห็นคุณค่าของผู้สูงวัยทุกคน
บทความนี้จัดทำเพื่อส่งเสริมความรู้ด้านการสื่อสารและความสัมพันธ์ในครอบครัว หากผู้สูงอายุมีอาการซึมเศร้า ความจำเปลี่ยนแปลง หรือมีปัญหาสุขภาพจิตต่อเนื่อง ควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมกิจการผู้สูงอายุ — เทคนิคสื่อสารกับผู้สูงอายุให้สบายใจและเข้าใจง่าย
- กรมกิจการผู้สูงอายุ — แนวทางการดูแลสภาพจิตใจของผู้สูงอายุ
- สสส. — ถามเป็น ชมเป็น แนะเป็น สูตรลับสื่อสารใจถึงใจกับผู้สูงอายุ
- ศูนย์วิชาการด้านการรู้เท่าทันสื่อของผู้สูงอายุ — การสื่อสารกับผู้สูงวัย
- National Institute on Aging — Talking With Your Older Patients